วันพุธที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2553

วิธีการดูแลอนามัยของเครื่องสำอางก่อนและหลังแต่งหน้า




Safety and Hygiene




Practice 1 Wash your hands

ล้างมือทุกครั้งก่อนแต่งหน้า เพราะผิวหน้าอันบอบบาง แถมผิวบางคนเซ้นสิทีฟ เกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย ดังนั้นจะแน่ใจได้อย่างไรว่ามือที่จับสิ่งของสารพัดไม่ปนเปื้อนเชื้อโรคที่ทำร้ายผิว การล้างมือให้สะอาดก่อนทาครีมหรือแต่งหน้า คือกฎข้อแรกที่ลืมไม่ได้

Practice 2 Never to to bed with make-up

ก่อนเข้านอนควรล้างเครื่องสำอางออกให้หมด ไม่เช่นนั้นรูขุมขนอาจอุดตันจนเกินสิว ให้ระมัดระวังการเช็ดคราบมาสคารา และอายไลน์เนอร์เป็นพิเศษ เนื่องจากผิวรอบดวงตาบอบบาง ทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย

Piactice 3 Keeping your equipment clean

อุปกรณ์สำหรับการแต่งหน้า เช่น แปรง ที่ดันขนตา และพัฟฟ์สำหรับทาแป้ง ควรทำความสะอาดเป็นประจำด้วยน้ำสบู่ และผึ่งไว้ให้แห้งสนิท เพราะเนื้อเครื่องสำอางที่ติดอยู่จะผสมกับน้ำมันบนผิวหน้า ทำให้เกิดคราบสกปรก และเป็นแหล่งรวมเชื้อโรค จากนั้นจัดเก็บอุปกรณ์ต่างๆ โดยแยกประเภทไว้ และบางชนิดควรใช้เพียงครั้งเดียว เช่น ฟองน้ำที่ใช้ทารองพื้น เป็นต้น

Practice 4 Storing your make-up safely

วิธีเก็บเครื่องสำอางให้ปลอดภัย อย่าวางไว้ใกล้แสงแดด หรือบริเวณที่มีอุณหภูมิร้อนจัด ยิ่งกว่านั้นก่อนทาครีมให้ใช้ไม้พายอันเล็กตักครีมทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อแบคทีเรียจากมือไปสู่ครีม และปิดฝาให้สนิทหลังใช้เสร็จแล้ว ผลิตภัณฑ์บางชนิด เช่น ยาทาเล็บควรเก็บไว้ในตู้เย็น เพื่อยืดอายุการใช้งาน

Practice 5 Putting your make-up in order

การจัดเก็บเครื่องสำอางให้เป็นระเบียบจะช่วยประหยัดเวลาในการแต่งหน้า เพราะคุณสามารถหยิบใช้ได้สะดวก แถมยังทำความสะอาดง่าย กล่องเก็บเครื่องสำอางควรระบายอากาศได้ดี ควรมีกระดาษเช็ดคราบเลอะเครื่องสำอางชนิดที่ใช้แล้วทิ้ง เพื่อกำจัดความสกปรก

Practice 6 Use your own make-up

เครื่องสำอางคือของใช้ส่วนตัวที่ไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะลิปสติกและมาสคารา หากใช้ร่วมกันอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือโรคติดต่อได้ เพราะริมฝีปากต่อเนื่องไปสู่ทางเดินอาหาร และดวงตามีเนื้อเยื่อบอบบางที่ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

Practice 7 Tried & Tested

การทดสอบเครื่องสำอางก่อนตัดสินใจซื้อเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากเกิดอาการแพ้ในภายหลัง คุณจะได้ไม่เสียเงินไปเปล่าๆ ยิ่งกว่านั้นการเลือกเมคอัพให้เหมาะกับสีผิวต้องทดสอบด้วยการแต้มที่ผิวเพื่อเทียบสี อย่าซื้อเครื่องสำอางเพียงมองด้วยตาอย่างเดียว
จบ ..................












วิธีรักษารอยแผลเป็นจากสิว

สิว (Acne) เกิดจากการอุดตันของรูขุมขน ทำให้น้ำมันซึ่งผลิตจากต่อมไขมันระบายออกสู่ภายนอกไม่ได้ จึงเกิดเป็นคอมิโดน (Comedone) หรือเม็ดสิวอุดตันให้เห็น
วิธีป้องกันไม่ให้รูขุมขนอุดตันโดยไม่ล้าง หรือเช็ดหน้าแบบถูไปมา ควรล้างและซับหน้าเบาๆ แทน และไม่ควรล้างหน้าเกิน 4 ครั้งต่อวัน เพราะเป็นการรบกวนผิวมากเกินไป หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ออยล์ฟรีแทน ไม่ใช้ครีมรองพื้นโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้ต่อมไขมันทำงานมากกว่าปกติ เช่น การอยู่ในที่ร้อนอบอ้าวนานๆ ไม่รับประทานยาคุมกำเนิด หรือฮอร์โมนบางชนิดโดยไม่จำเป็น หากป้องกันแล้วสิวที่มีอยู่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ก็ควรรักษาไปพร้อมๆ กัน โดยใช้ยาเบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) 5% ทาทิ้งไว้ทัวใบหน้า 5-10 นาที เพื่อเปิดรูขุมขนที่อุดตันก่อนล้างหน้า ตามด้วยการแต้มคลินดาไมซินโลชั่น (1% Clindamycin Lotion) เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียซึ่งก่อให้เกิดสิวอักเสบ จะทำให้สิวที่มีอยู่เดิมหายได้เร็วขึ้น สามารถหาซึ้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป หากยังไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์ เพื่อรับประทานยาร่วมด้วย

***เพียงเท่านี้เรื่องสิวก็จะเป็นเรื่องขี้ประติ๋วในพริบตา ***



ที่มา : Beauty Quiz "น.พ. โกสินทร์ แจ่มเพ็ชรรัตน์, แพรว

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับคอเลสเตอรอล

  • จากการสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าผู้หญิงไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องของความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการจัดการเกี่ยวกับไขมันในเลือด ซึ่งปรากฎว่าข้อเท็จจริงว่าเส้นเลือดแดงที่ไปเสี้ยงหัวใจของผู้หญิงอาจเริ่มกระบวนการอุดตันได้ตั้งแต่อายุ 20 ปี ถ้าปล่อยให้ระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูงเกินไป และปรากฎว่าในงานวิจัยที่ชื่อ Framingham Heart Study
  • เขาพบว่าผู้หญิงวัย 30 ต้นๆ เกือบ 1 ใน 4 เริ่มมีระดับไขมันตัวร้าย คือ LDL เกือบสูงเกินขีดปรกติแล้ว ขณะที่หนึ่งในสามของผู้หญิงทั้งหมดมีระดับไขมันพระเอกคือ HDL ต่ำเกินไป
  • มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับไขมัน HDL กับ LDL กล่าวคือทั้ง 2 ตัวนี้ต่างเป็นตัวพยากรณ์ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดที่เป็นอิสระต่อกัน กล่าวคือ ผู้หญิงบางคนมี HDL สูง แต่ก็ยังเกิด heart attack เพราะว่า LDL ของเธอก็สูงตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ผู้หญิงที่มี LDL ต่ำมาก ก็ยังเกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ถ้า HDL ของเธอก็ต่ำด้วย
  • ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องติดตามดูไขมันทั้งสองตัวนี้เป็นระยะๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญกำหนดระดับไขมันที่ดีที่สุดคือ ให้ระดับ HDL สูงกว่า 60 ขณะที่ LDL ให้ต่ำกว่า 100 แล้วบอกต่อไปด้วยว่า ถ้าระดับ HDL ตกต่ำกว่า 50 หรือ LDL ขึ้นสูงกว่า 160 เจ้าตัวจะต้องจัดการแก้ไขด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิตที่ต้องด้วยสุขภาพ และบางรายอาจต้องพึ่งพายาสแตติน เพราะมิฉะนั้นจะมีความเลี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันสูงขึ้นใน 10 ปี
  • อาหารที่พบว่าช่วยลดไขมันตัวร้ายได้ดีคือ กลุ่มเส้นใยอาหารและสารเตอรอลจากพืช อาทิเช่น ข้าวโอ๊ต ถั่วอัลมอนด์ แอปเปิ้ล โปรตีนถั่วเหลือง และน้ำมันมะกอก เป็นต้น ส่วนการออกกำลังกายไม่ว่าจะโดยการวิ่งเหยาะหรือเดินจนควบคุม หรือลดน้ำหนักตัวไว้ได้ จะทำให้ระดับ LDL ลดลงพอๆ กับ HDL ที่จะสูงขึ้น

  • ข่าวล่ามาเร็วก็คือ สมาคมกุมารแพทย์อเมริกัน (American Academy of Pediatrics) ประกาศแนะนำให้ตรวจสอบระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเด็กตั้งแต่อายุ 2 ขวบขึ้นไป และขอให้กุมารแพทย์พิจารณาบำบัดเด็กที่มีระดับไขมันในเลือดสูงด้วยยากลุ่มสแตติน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีประวัติการมีระดับบไขมันคอเลสเตอรอล

  • นโยบายเช่นนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าออกจะเข้มเกินเหตุ ขณะเดียวกันก็มีมุมมองว่า เป็นความพยายามที่จะป้องกันผลร้ายของไขมันตั้งแต่เนิ่นๆ โดยนายแพทย์จาทินเดอร์ บาเตีย แห่งวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์จอร์เจีย ผู้ร่วมร่างแนวทางปฏิบัติดังกล่าวชี้แจงว่า คณะกรรมการได้เห็นเด็กอายุเพียง 8 ขวบ แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายประดุจคนอ้วนที่มีอายุ 60 ปี ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้อย่างนี้ เด็กๆ รุ่นปัจจุบันจะมีอายุสั้นลง และมีคุณภาพชีวิตเลวลงเมื่อเทียบกับพ่อแม่
  • ข้อติติงของการให้เริ่มยาสแตตินในเด็กก็คือ สแตตินเป็นยาที่มีผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ เช่น การทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอ หรือเกิดปัญหาต่อตับและไต หรือในระยะยาวอาจทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน และไขมันพอกตับ

.....................................................................................

  • ที่มา : ช. พฤกษา, ดิฉัน

วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553

น้ำหอม สดชื่นในลมร้อน

การเลือกกลิ่นกายให้เหมาะสมกับหน้าร้อน ออกจะเป็นเรื่องสำคัญที่เดียวคะ...

    เพราะน้ำหอมเป็นสิ่งที่มีความซับซ้อนละเอียดอ่อนกว่าเครื่องสำอางค์ประเภทอื่นๆ อยู่มาก โดยเกี่ยวข้องกับเรื่องของอารมณ์ และความรู้สึกที่อธิบายได้ยากกว่า หลายครั้งที่เราเลือกกลิ่นที่ (คิดว่า) หอมถูกใจ แต่กลับกลายเป็นทำร้ายผู้คนรอบข้างโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือบางคนเลือกกลิ่นที่ตัวเองไม่ชอบเท่าไร แต่เพราะแฟนชอบก็มีไม่น้อย ยิ่งในบรรยากาศอันแสนอบอ้าว กลิ่นน้ำหอมที่ผสมปนเปกับกลิ่นเหงื่อ ยิ่งทำให้ต้องระวังเพิ่มขึ้น โดยควรพิจารณาเลือกกันตั้งแต่ประเภทของน้ำหอม ไปจนถึงลักษณะของกลิ่นนั่นเลย
  • ประเภทของน้ำหอมที่เหมาะกับหน้าร้อน ก็คือพวก Cologne หรือ Toilette ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์ของหัวน้ำหอมที่ผสมอยู่ไม่มากนัก อันนี้ไม่ได้แปลว่าฉีดเท่าไรก็ไม่หอมนะคะ คือมันจะให้กลิ่นตามปรกตินั้นแหละ เพียงแต่จะอ่อนบางจางหายไปในเวลาไม่นาน ซึ่งก็เหมาะแล้วกับสภาพอากาศ ส่วนน้ำหอมประเภท Perfume จะให้กลิ่นเข้มข้นยาวนานกว่า เพราะผสมหัวน้ำหอมมากกว่า แต่ก็จะมีราคาแพงกว่าเช่นกัน ถ้าไม่กลัวเปลืองก็ใช้ไปเถอะคะ

  • กลิ่นที่เหมาะสมในช่วงซัมเมอร์น่าจะเป็นแนวอ่อนเบา ให้ความรู้สึกสดชื่น สบายๆ เช่น กลิ่นแนวซิตรัส ส้ม มะนาว เกรปฟรุ้ต หรือกลิ่นพืชพันธุ์ธรรมชาติอย่างมินท์ จินเจอร์ เป็นต้น

  • ผู้หญิงหลายคนเลือกใช้น้ำหอมผู้ชายในช่วงเวลาแบบนี้ เพราะกลิ่นไม่แรงจัด หรือหวานจนเลี่ยนเกินไป แล้วไอ้กลิ่นหอมอ่อนๆ ปนเหงื่อบนผิวกายนี่ก็ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งเหมือนกัน จริงๆ ก็อธิบายยากว่าหอมอย่างไรขนาดไหน คุณต้องลองฉีดบนผิวแถวๆ ข้อมือ หรือท้องแขนจะเหมาะสุด ทิ้งไว้สักพัก แล้วจะรู้ว่ากลิ่นที่ชอบคืออย่างไรกันแน่

  • ที่มา : ดิฉัน สรรมาสวย สดชื่นในลมร้อน