วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

ฟังดูเผินๆ จะรู้สึกแปลกใจว่ามะเร็งป้องกันด้วยวัคซีนได้ด้วยหรือ

        แต่กับมะเร็งปากมดลูกนั้น งานวิจัยที่ผ่านมาพบว่าประมาณ 70% ของมะเร็งปากมดลูกเป็นผลงานการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์แปปิลโลมา (Human Papillomavirus หรือ HPV) สองสามสายพันธุ์ และไวรัสนี้ติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์ จึงมีบริษัทยาข้ิามชาติยักษ์ใหญ่ 2 เจ้า ที่นำความรู้นี้ไปพัฒนาวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสแปปิลโลมา ซึ่งจะให้ผลตามมาทางอ้อมคือ ป้องกันมะเร็งปากมดลูก

        พอวิจัยได้ที่แล้ว องค์กรอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐอเมริกา จึงให้ความเห็นชอบให้จัดจำหน่ายได้ โดยกำหนดให้ใช้วัคซีนนี้กับเด็กสาววัยรุ่นตั้งแต่อายุ 9 ขวบ จนถึงหญิงวัย 26 ปี และแนะนำเป็นพิเศษให้ใช้ในเด็กสวยวัย 11-12 ปี เพราะเป็นวัยที่่เริ่มมีกิจกรรมทางเพศ

        ประเด็นที่ยังพิจารณาอยู่ก็คือว่า แล้วหญิงวัย 26 ปีขึ้นไปล่ะ จะทอดทิ้งเธออย่างนั้นหรือ คำตอบก็คือไม่ทอดทิ้ง แต่ต้องพิจารณาให้แน่ว่าหญิงคนนั้นเคยติดเชื้อไวรัสแปปิลโลมาหรือยัง คือถ้าติดแล้ววัคซีนก็ไม่ช่วย แต่ถ้ายังเป็นสาวบริสุทธิ์ที่ปลอดการติดเชื้อ ก็น่าจะอยู่ในวิสัยที่จะฉีดวัคซีนได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยการให้วัคซีนแก่ผู้หญิงวัย 27 ปีขึ้นไปกำลังดำเนินอยู่

        ข้อเสียคือ วัคซีนที่ต้องฉีด 3 เข็มทิ้งระยะห่างรวม  6 เดือน ซึ่งที่สหรัฐอเมริการาคาจะอยู่ที่ 360 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 12,600 บาท

        หากเห็นว่ายังแพงเกินไปสำหรับคนไทย ก็อาจจะใช้มาตรการอื่นๆ ไปพลางก่อน เช่น
        1. ตรวจภายใน และนำเมือกปากมดลูกไปตรวจหาความผิดปรกติที่เขาเรียกว่า Pap Smear ซึ่งหญิงชาวอเมริกันที่ไปรับการตรวจจะพบความผิดปรกติปีละ 2-3 ล้านราย แต่เป็นมะเร็งปากมดลูกจริงๆ ราวหนึ่งหมื่นราย ก่อนอายุ 30 ปี ให้ตรวจภายในทุกปี หลังจากนั้นอาจตรวจทุกๆ 2-3 ปี
          2. ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งหากทำอย่างสม่ำเสมอแล้ว จะลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสแปปิลโลมาได้ถึง 70%
       3. นักวิทยาศาสตร์ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา วิจัยพบว่าสารสกัดจากผักเขากวาง (Carrageenan) จะป้องกันไม่ให้ไวรัสแปปิลโลมาเข้าสู่เซลล์ได้ จึงมีบางบริษัทนำมาผลิตครีมหล่อลื่นฉาบถุงยางอนามัย เช่น Oceanus' Carrageenan

ที่มา : รุ้ไว้ใช่ว่า ช. พฤกษา, ดิฉัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น